ปฐมบทบ้านสวนอคิราห์

แชร์ให้เพื่อนเห็น

 

 

บ้านสวนอคิราห์ เกษตรตามรอยพ่อ

ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ผู้ใหญ่ประยูร ปิมปา มีพื้นที่นา จำนวน 5 ไร่ ซึ่งเดิมพื้นที่ดังกล่าว ให้คนอื่นทำนา ปีละ 1 ครั้ง ได้ค่าตอบแทนเป็นข้าว สมมติ ได้ข้าว 3 ส่วน เราจะได้ 1 ส่วน นอกเหนือจากการทำนา จะปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่า จะทำอย่างไร เพื่อที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างรายได้ ได้ตลอดทั้งปี จึงเริ่มศึกษา  “เกษตรทฤษฎีใหม่” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช  และได้ปรึกษาทางครอบครัว ตกลงว่าจะใช้พื้นที่ดังกล่าวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้ชื่อว่า

“บ้านสวนอคิราห์  เกษตรตามรอยพ่อ” โดยเริ่มดำเนินการในช่วงเดือน ธันวาคม 2558

“อคิราห์”  แปลว่า  แสงของพระอาทิตย์ พลังแห่งการกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง  โดยมีโลโก้ที่ แสดงถึงความรัก และครอบครัว พร้อมที่จะจับมือเดินหน้าทำในสิ่งที่รักร่วมกัน เพื่อบ้านหลังนี้

           ในปัจจุบัน ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ของหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาคเอกชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย บุคคลที่สนใจทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย และ ต่างชาติ ดังต่อไปนี้
1. ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
3. ศูนย์ ศพก.เครือข่าย ด้านการทำไร่นาสวนผสม
4. ศูนย์ ศพก.เครือข่าย ด้านการปศุสัตว์
5. ศูนย์ ศพก.เครือข่าย ด้านการประมง
6. แปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
7. แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

          มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ.9000 เล่ม 1-2552
รหัสรับรอง TAS : 55002
#บ้านสวนอคิราห์ #organicthailand
แปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน
1.มะนาวไร้เมล็ด
2.กล้วยหอมทอง
3.กล้วยน้ำว้า
4.ส้มโอทับทิมสยาม
5.มะม่วงน้ำดอกไม้
6.ฝรั่ง
7.ไผ่กิมซุง

ประวัติ

             นายประยูร ปิมปา เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรม ตั้งแต่ปี 2538 เป็นการทำเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยว ปลูกกระเทียม ในพื้นที่ 10 ไร่ ทำมาเป็นเวลา 5 ปี ราคากระเทียมเริ่มตกต่ำลงเรื่อย ๆ ประสบปัญหาขาดทุน เลยเข้าร่วมโครงการลดพื้นที่ปลูกกระเทียม กับทางเกษตรอำเภอปาย และหันมาปลูกข้าวนาปี เพื่อบริโภคในครัวเรือน และปลูกถั่วเหลือง ทำได้ 4 ปี ก็ประสบปัญหาราคาตกต่ำอีกเช่นเคย ในปี 2547 นายประยูร ปิมปา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีโอกาสศึกษาแนวพระราชดำริ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง จึงได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อมาในปี 2550 ได้รับเลือกตั้งให้เป็น “ผู้ใหญ่บ้าน” หลังจากได้เข้าร่วมอบรมกับทางมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ หลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” จึงได้น้อมนำเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ และทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้านให้เป็นรูปธรรม โดยการปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ โดยเน้นเพื่อการบริโภคในครัวเรือน หากเหลือก็จำหน่าย จ่าย แจก ให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านแลกเปลี่ยนและพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน  และเน้นการลดใช้สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร จนทำให้บ้านท่าปาย หมู่ 3 ตำบลแม่ฮี้ ได้รับการประกาศให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.2558 และได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น ในระดับจังหวัด ในปี 2559 ในปี 2558 เพื่อให้การนำระบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการเกษตรเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จึงได้แบ่งจัดสรรพื้นที่ ประมาณ 5 ไร่ เพื่อทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในนาม “บ้านสวนอคิราห์ เกษตรตามรอยพ่อ”

 

 

การทำการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ ของบ้านสวนอคิราห์ เกษตรตามรอยพ่อ โดยการจัดสรรพื้นที่ทั้งหมดออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่ 1 ใช้ขุดบ่อน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และใช้เลี้ยงปลาเพื่อการบริโภคและจำหน่าย

ส่วนที่ 2 ใช้ปลูกข้าวอินทรีย์ให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องอินทรีย์จำหน่าย

ส่วนที่ 3 ใช้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย

ส่วนที่ 4 ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น

เป็นการทำการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ แบบอินทรีย์ทั้งแปลง มีการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อใช้ภายในแปลง หากเหลือก็จัดจำหน่าย ในการป้องกันและไล่แมลง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากธรรมชาติ เช่น น้ำส้มควันไม้ เชื้อรา ไตรโคเดอร์มา เพื่อควบคุมโรคพืช เชื้อราบิวเวอร์เรีย เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช ในปัจจุบัน มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อขยายการทำแปลงเกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ กลุ่มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มเพื่อแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้เป็นสินค้า OTOP ของชุมชน เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ รวมถึงการทำแปลงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คณะศึกษาดูงานของหน่วยงานราชการและเอกชน ตามโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อีกช่องทางหนึ่งด้วย

พระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่”

เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาคือที่ดินและน้ำ

เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐   ดังนี้

  • พื้นที่ส่วนที่หนึ่งประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนใน

ฤดูฝนและ ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่าง ๆ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯ ได้ด้วย) บริเวณขอบบ่อ เราก็ใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ในการปลูกแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อเลี้ยงวัว  ปลูกไม้ผล  เช่น  กล้วย มะม่วง อะโวคาโด้ มะกอกน้ำ ดอกแคร์ หน่อไร้ โดยไม่ต้องแบ่งแปลงปลูกทำให้เปลืองพื้นที่

 

  • พื้นที่ส่วนที่สองประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้

  • พื้นที่ส่วนที่สามประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย

 

  • พื้นที่ส่วนที่สี่ประมาณ ๑๐% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ (ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)

สำหรับการเพาะปลูก เน้นการปลูกพืช 3 ระยะ คือ

  • ระยะสั้น
  • ระยะกลาง
  • และระยะยาว

พืชระยะสั้น  เป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้น ๆ เน้นเก็บเก็บไว้ทานในครอบครัว ปลูกในสิ่งที่กิน และกินในสิ่งที่ปลูก และหากมีจำนวนมากเกินความต้องการ ก็สามารถนำมาขาย เพื่อเป็นรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้ แต่เนื่องจากเรามีพื้นที่น้อย จึงต้องวางแผนการปลูก ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้คุ้มค่า เช่น พริก มะเขือ มะเขือยาว กระเพรา แมงลัก ผักที่ใช้กินกับลาบ ชะอม ขิง ข่า ตะไคร้ พร้อมยาสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ฟ้าทะลายโจร ดีวัวกระทิง ว่านหางจระเข้  เป็นต้น

  

  

พืชระยะกลาง เป็นไม้ผล  และผลไม้ระยะกลาง ที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการปลูก อาจเก็บผลผลิตได้ปีละ 1-2 ครั้ง หรือตามฤดูกาล เช่น มะนาว มะพร้าว มะละกอ กล้วย มะม่วงที่หลากหลายสายพันธ์ เช่น แดงจักรพรรดิ น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้สีแดง มหาชนก โชคอนันต์ เขียวใหญ่เมืองนนท์ งามเมืองย่า  ไผ่กิมซุง อะโวคาโด้ หรือขนุน ส้มโอ  ลูกหว้า ตะขบยักษ์เวียดนาม เป็นต้น  โดยรายได้ส่วนนี้จะเก็บไว้สำหรับชำระหนี้  เป็นเงินออมหรือเป็นทุนในการซื้อเครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำ หรือเครื่องตัดหญ้า เป็นต้น ด้วยข้อจำกัดของเนื้อที่ เราจึงต้องเน้นทำให้ผลผลิตออกในช่วงที่มีราคาแพง เช่น การปลูกมะนาว หรือ ไผ่กิมซุง ให้ออกลูก  ออกหน่อ  ในช่วงหน้าแล้ง เดือน พฤศจิกายน-เมษายน ก็จะได้ในราคาที่สูงขึ้น

พืชระยะยาว คือ ไม้เศรษฐกิจยืนต้น เช่น ไม้สัก ยางนา ประดู่ พะยูง เต็ง ไม้แดง เอาไว้เป็นบำนาญชีวิตหรือเป็นมรดก

ซึ่งจะใช้เวลาในการเจริญเติบโต 10-20 ปี

 

          ประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ได้เกิดแค่กับตัวเราเองเท่านั้น ยังส่งผลต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคมในระดับกว้างอีกด้วย ได้แก่ ครอบครัวมีความสุข มีความเข้าใจกัน มีกิจกรรมร่วมกัน มีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้น สามารถพึ่งพาตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย การแลกเปลี่ยน การช่วยเหลือกันในชุมชน ทำให้ชุมชนมีความสามัคคี มีความเข้มแข็ง ช่วยกันรับมือและแก้ไขปัญหาในชุมชนร่วมกัน มีรายได้เสริม ยกระดับคุณภาพชีวิต เป็นการเสริมความแข็งแกร่งระดับฐานราก ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเปรียบเทียบ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เหมือน “เสาเข็ม” “พระองค์รับสั่งว่า บ้านเรือน ถ้าจะให้มั่นคงต้องมีเสาเข็ม แต่เสาเข็มอยู่ใต้ดิน เพราะฉะนั้นไม่มีใครเห็น จะลืมเกี่ยวกับบทบาทของเสาเข็ม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เหมือนเสาเข็ม ที่เป็นรากฐานแห่งความมั่นคง แต่มองไม่เห็น ถ้าพื้นฐานคนไม่มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพแล้ว ไปสร้างอะไรที่ใหญ่โตบนสิ่งที่ไม่มีพื้นฐานที่มั่นคง จะล้มลงมาง่าย”

 

ติดตามบ้านสวนอคิราห์ ทาง youtube ตามลิ้งค์เลยจ้า

รายการไทยฟาร์ม บ้านสวนอคิราห์เกษตรตามรอยพ่อ ทางช่อง 3

 

 

รายการคนไทยหัวใจเกษตร บ้านสวนอคิราห์เกษตรตามรอยพ่อ ทางช่อง 9

https://www.youtube.com/watch?v=bHASCU1M-Oc

Post Your Comment Here

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *