ความเป็นมา
บริบท-บ้านสวนอคิราห์

บริบท-บ้านสวนอคิราห์

“บ้านสวนอคิราห์ เกษตรตามรอยพ่อ”

มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย  ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วนโดยประมาณ ดังนี้

1. ส่วนที่หนึ่งประมาณ 10 % ขุดสระเก็บกักน้ำ

เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้ในแปลงเกษตรช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงเป็ด และเลี้ยงปลา ปลาที่เลี้ยงในบ่อ อาทิ ปลานิลหมัน ปลาทับทิม ปลาหมอชุมพร เป็นต้น ในส่วนของขอบบ่อเก็บน้ำ มีการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผลต่างๆ อาทิ กล้วยน้ำว้าเตี้ย กล้วยมะลิอ่อง กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 มะกอกน้ำ มะม่วงน้ำดอกไม้ อะโวคาโด หน่อไร่ มะนาว ดอกแค ลูกหว้า รวมถึง ปลูกหญ้าเนเปียร์ และหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินรอบๆ บริเวณบ่อน้ำ เรียกว่าเป็น “ขอบหนองทองคำ” เป็นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2. พื้นที่ส่วนที่สองประมาณ 40% ใช้ปลูกข้าวในฤดูฝน

เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ เป็นการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ใช้น้ำส้มควันไม้และสารชีวภัณฑ์ในการไล่แมลง เพลี้ย เชื้อรา และหอยเชอรี่ สำหรับผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค นำไปบรรจุผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในแบรนด์ชื่อ “บ้านสวนอคิราห์” ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ข้าวหอมปาย ข้าวสามสี โดยใน 1 รวงข้าว จะประกอบด้วยเมล็ดข้าวสามสีด้วยกัน เป็นข้าวกล้อง บรรจุแบบสูญญากาศ จำหน่ายในราคา 100 บาท/กิโลกรัม เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ผลผลิตในแปลง โดยจำหน่ายให้กับคณะที่มาศึกษาดูงานที่สวน และตามร้านค้าที่สนใจนำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่าย
ส่วนฟางข้าวที่ได้หลังการเก็บเกี่ยว ส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้วัวกินในช่วงฤดูแล้ง อีกส่วนหนึ่งนำมา ทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ปริมาณมากแบบไม่พลิกกอง สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ๑ เพื่อใช้ในการบำรุงดินและพืชในสวน
ส่งเสริมให้คนในชุมชน มีการปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ด้วยการอนุรักษ์วัฒนธรรมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มีการเอามื้อเอาแรง ซึ่งเป็นการสร้างความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ ลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ในการทำการเกษตร เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมและอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลตอบรับและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก

3. พื้นที่ส่วนที่สามประมาณ 30% ใช้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ

เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก หากเหลือก็นำไปจำหน่าย ซึ่งในสวนมีการปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ได้แก่ มะนาวไร้เมล็ด พันธุ์ทูลเกล้า มะนาวแป้น มะกรูด กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว กล้วยน้ำว้าเตี้ย กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยเล็บมือนาง ไผ่กิมซุง ไผ่ยักษ์เมืองน่าน หน่อไร่ ขนุนแดงสุริยา ขนุนทองประเสริฐ ส้มโอทับทิมสยาม ส้มโอทองดี ฝรั่งสีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้พันธุ์ส่งออก มะม่วงมหาชนก มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงจีนหวง มะม่วงแดงจักรพรรดิ มะม่วงเขียวใหญ่เมืองนนท์ มะม่วงเขียวเสวย ตะขบยักษ์เวียดนาม มะไฟหวาน ลูกหว้า ต้นปีบ มะขามเปรี้ยวยักษ์ มะกอกน้ำ อะโวคาโด้ ชมพู่มะเหมี่ยว พืชผักสวนครัวรั้วกินได้ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ พริก มะเขือ กะเพรา โหระพา ใบย่านาง ตำลึง ผักกาด คะน้า ต้นหอม ผักชี ผักไผ่ ฯลฯ รวมถึงสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร ว่านหางจระเข้ เป็นต้น

4. พื้นที่ส่วนที่สี่ประมาณ 20% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนต่างๆ

ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น ในด้านปศุสัตว์ เลี้ยงวัว 13 ตัว ให้กินหญ้าภายในแปลงที่สวน และฟางข้าวที่ปลูกเอง หมูจินหัว 3 ตัว เลี้ยงแบบอินทรีย์ โดยให้รำละเอียดและเศษอาหาร ไก่ไข่ 10 ตัว เลี้ยงแบบอินทรีย์ ปล่อยตามธรรมชาติ คุ้ยเขี่ยในสวนและให้ปลายข้าวเป็นอาหาร และเลี้ยงเป็ดในหนองน้ำ จำนวน 12 ตัว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *